วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

ตอบไม่ตรงคำถาม หรือถามไม่ตรงคำตอบ

ตอบไม่ตรงคำถาม หรือถามไม่ตรงคำตอบ



ปุจฉา “เอ๊ะ! ทำไมคะแนนสอบวิชานี้เราได้น้อยจัง”
วิสัชนา “ก็เพราะส่วนข้อสอบวิเคราะห์กรณีศึกษา คุณตอบแค่ทฤษฎี แต่ไม่มีการวิเคราะห์คะ”

จากประเด็นดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ลองวิเคราะห์ โดยประยุกต์คำถามที่มักใช้กับการคิดวิเคราะห์ 5W 1H และเครื่องมือการเรียนรู้โดยใช้หัวข้อปัญหาเป็นฐาน Problem-Based Learning (FILA Template)

F - Facts

What & Who – นักศึกษาส่วนใหญ่สอบข้อสอบวิเคราะห์ได้คะแนนน้อย
Where – การเรียนระดับปริญญาตรี
When – การสอบกลางภาคที่ผ่านมา
Why – นักศึกษามีทักษะในการคิดวิเคราะห์น้อย การสอนไม่เน้นการวิเคราะห์ ความสามารถในการเชื่อมโยงทฤษฎีหรือความรู้ทั่วไปยังมีไม่มากพอ

I = Ideas

How –
1) เปลี่ยนวิธีการสอนของอาจารย์

2)เสริมทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนโดยเน้นผู้เรียนสำคัญ
L = Learning Issues

ศึกษาวิธีการสอนที่ช่วยเน้นการคิดวิเคราะห์

ศึกษาแนวทางการเรียนรู้ของคน Gen  Y

A = Action Plan

1) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษา
2)สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษา
3) เสริมทักษะการเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยเชิญวิทยากรภายนอกมาบรรยาย และออกไปศึกษาดูงาน
4)การเรียนนักศึกษาสามารถสะท้อนความรู้ สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้


          จากการข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่ามันเป็นงานใหญ่สำหรับอาจารย์กับนักศึกษาที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งความสามารถในการคิดวิเคราะห์เป็นผลที่เกิดจากการศึกษาและการฝึกฝน จนเป็นนิสัยและเป็นพลังทางใจ การคิดวิเคราะห์ไม่ได้แค่ช่วยให้ได้คะแนนสูงเพียงเท่านั้น แต่คุณจะกลายเป็นคนที่มีเหตุมีผล มีหลักการน่าเชื่อถือ เป็นกุญแจสำคัญที่จะไขปริศนาเรื่องที่คุณอยากรู้ และการคิดวิเคราะห์เป็นพื้นฐานนำไปสู่การคิดระดับสูง  เช่น
         การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)
         การคิดเพื่อตัดสินใจ (Decision Making)
         การคิดแก้ปัญหา (Problem Soloing)
         การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

          ถ้าคุณกำลังพยายามฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จในชีวิต ขอเป็นกำลังใจให้หมั่นฝึกฝนจนสำเร็จนะคะ

“อย่าบ่นว่าเหนื่อย ถ้าคุณยังไม่พยายามพอ อย่าบ่นว่าท้อ ถ้าคุณยังไม่เหนื่อยที่จะพยายาม” โดย นิรนาม

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

ผัดวันประกันพรุ่ง หรือลงมือทำ




          การผัดวันประกันพรุ่ง การเลื่อนทำสิ่งต่าง ๆ ถ่วงเวลา ผัดผ่อนสิ่งที่สามารถและจำเป็นต้องเสร็จภายในวันนี้ออกไปโดยไม่จำเป็นคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย เช่น กว่า 70% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็นคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง ความเย้ายวนที่จะเลื่อนการทำสิ่งต่าง ๆ ออกไปเป็นเรื่องสูงมาก การศึกษาค้นคว้าแสดงให้เห็นว่าคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งจะมีระดับความเครียดสูง  ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ นอนไม่ค่อยหลับ และผลจากอาการที่ว่ามาจะทำให้มีระดับความสุขต่ำอย่างไม่น่าประหลาดใจ
          โชคดีที่การค้นคว้าวิจัยยังบอกวิธีเอาชนะแนวโน้มอยากผัดวันประกันพรุ่งที่ได้ผลด้วย เทคนิคสำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวเรียกว่า ออกตัวภายใน 5 นาทีซึ่งก็แค่เริ่มลงมือทำสิ่งคุณผัดผ่อนมาตลอด ไม่ว่าจะไม่อยากทำแค่ไหนก็ตาม คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง มักเชื่อว่าการกระทำสิ่งใดนั้น เขาต้องอยากทำมันมากๆ ต้องมีอารมณ์อยากทำ หรือต้องรู้สึกเกิดแรงบันดาลใจ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะตามปกติ การจะทำงานใดให้เสร็จ แค่เราเริ่มลงมือทำก็พอแล้วเพราะการกระทำแรกเริ่ม จะช่วยเริ่มต้นกระบวนการ และมักจะส่งผลให้เกิดการกระทำอื่นๆ ต่อไป
          เทคนิคการออกตัวใน 5 นาที ไม่ได้หมายความว่าการเริ่มต้นเป็นเรื่องง่าย จะต้องใช้ความพยายามเพื่อเริ่มลงมือทำงาน และบางครั้งช่วง 5 นาทีแรกก็เป็นไปอย่างขลุกขลัก เพราะวอกแวก ไม่ตั้งใจทำ ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะใส่พลังใจลงไปเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ แต่พอเครื่องติดแล้วก็จะทำงานได้อย่างลื่นไหล
          การเอาชนะความผัดวันประกันพรุ่ง เมื่อต้องจัดการกับงานที่ไม่ค่อยสำคัญหรืองานที่ไม่น่าสนุก เช่น การให้เกรดนักศึกษา และการจัดการเรื่องภาษี เป็นเรื่องยากแน่นอน บางครั้งก็ต้องออกตัว 5 นาทีซ้ำอยู่สองสามเที่ยว และผลักดันตัวเองให้ผ่านช่วง 10-15 นาทีแรกโดยทุ่มเทในกับการ ลงมือทำ
          ดังนั้น หากมีปัญหาในการบังคับตนเอง ให้ออกกำลังกาย แค่คุณตัดสินใจเลือกที่จะใส่รองเท้าวิ่งหรือเริ่มออกวิ่งก็พอแล้ว เพราะบ่อยครั้งที่การกระทำดังกล่าวจะเสริมกำลังตัวมันเอง หรือหากคุณมีโครงการที่ต้องทำให้เสร็จอย่ารอ เวลาเหมาะจงเลือกที่จะลงมือทำเดี๋ยวนี้
          การกระทำเช่นนี้จะช่วยคุณได้อย่างดีในเรื่องใหญ่ ๆ จงมุ่งมั่นในวิสัยทัศน์และความฝันของคุณ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง จงค้นหาวิธีที่จะเริ่มออกเดินไปสู่ชีวิตในแบบที่คุณต้องการเสียตั้งแต่ตอนนี้


การเดินทางนับพันไมล์ เริ่มต้นด้วยก้าวแรก เล่าจื้อ

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทบทวน

ทบทวน

            วันก่อนฝนเพิ่งตกไป แต่เช้าวันนี้ลมหนาวเริ่มเข้ามาแทนที่ ทำให้หวนคิดถึงหน้าหนาวเเรกที่มุกดาหาร ช่วงนั้นทั้งลมแรง อากาศก็หนาวสุดๆ มาทำงานแรก ๆ ยังไม่รู้จักใครเท่าไหร่ อากาศก็หนาว บรรยากาศก็เพิ่มความเหงาไปอีก.....ทางเดียวที่แก้เหงาได้คือ ก้มหน้าทำงานต่อไป ต่อไป และต่อไป


          เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เนี่ยจะเข้าปีที่สามกับการทำงานที่มุกดาหารแล้วเหรอ ทำงานแล้วได้อะไรบ้างเนี่ย ชีวิตเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวสมดุลกันไหม แล้วเป้าหมายในชีวิตก็ยังไม่สำเร็จเลย เห้อ!!....        เวลาเปลี่ยนความคิดบางอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อแผนที่เคยวางไว้ เป้าหมายที่คาดหวังก็ยังไกลเท่าเดิม สงสัยต้องปรับแผนในชีวิต เลิกหาเหตุผลโง่ๆ เข้าข้างตัวเองสักที มองโลกในความเป็นจริงมากขึ้น  ดำเนินชีวิตต่อไปด้วยหัวใจที่ศรัทธาในอาชีพและเชื่อในตัวเอง
"ความสุขคงอยู่บนท้องฟ้าและปุ๋ยเมฆ ฉันแหงนหน้ามองฟ้าและเดินต่อไป"

ปล. ถ้าเคยทำให้ใครขุ่นเคือง เค้าคนมันติสอ่ะ เค้าขอโทษนะตัวเอง T_T

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Milk Run?


Milk Run

คำว่า Milk Run หมายถึงการที่บริษัทฯ กำหนดให้รถบรรทุกวิ่งรับสินค้าจากซัพพลายเออร์ (Supplier ) ต่าง ๆ แล้วนำมาส่งให้กับโรงงาน ซึ่งแนวความคิดนี้ได้มาจากการรับวัตถุดิบที่เป็นน้ำนมสด ของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม โดยการส่งรถไปรับวัตถุดิบที่บริษัทของ supplier เอง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ปัจจุบันการส่งมอบ วัตถุดิบจาก Supplier ให้กับองค์กรนั้น สามารถกระทำ ได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ
      1. Supplier เป็นผู้นำมาส่งให้เอง
      2. บริษัทจะจัดรถซึ่งเป็นบริษัทผู้รับเหมา ไปรับวัตถุดิบจาก Supplier แต่ละราย (ซึ่งปัจจุบันมักจะใช้รูปแบบที่ 2 กันมาก) โดยจะทำการแบ่งโซนของซัพพลายเออร์ออกเป็น 5 โซนด้วยกัน คือ
      1. โซน A อยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
      2. โซน B อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร
      3. โซน C อยู่ในเขตบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
      4. โซน D จะอยู่ในแถบ Eastern Seaboard
      5. โซน E จะอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี 
จากการดำเนินการแบบ Milk Run นี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การธุรกิจหลายด้านด้วยกัน อาทิ
- การลดการจราจรที่ติดขัดใน โรงงานลง เนื่องจากมี Supplier จำนวนมาก ซึ่งเดิมซัพพลายเออร์ทุกรายต้องมาส่งวัตถุดิบให้ที่โรงงานเอง ทำให้การจราจรติดขัดมากในโรงงาน โดยเฉพาะช่วงที่ซัพพลายเออร์มาพร้อม ๆ กัน
- เป็นการลดพื้นที่ในการเก็บวัตถุดิบลง เนื่องจากไม่ต้องทำการสต็อควัตถุดิบไว้ จากเดิมซึ่งซัพพลายเออร์ที่มาส่งแต่ละรายจะต้องส่งในปริมาณมากในแต่ละครั้ง ทำให้ต้องมีการสร้างคลังสินค้าเพื่อเก็บวัตถุดิบ แต่จากการนำเอาระบบ Milk Run มาใช้ ทำให้สามารถรับวัตถุดิบได้หลากหลายชนิด แต่ปริมาณต่อหน่วยสินค้าต่ำ จึงไม่ต้องเก็บสต็อคสินค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ระบบ JIT ในองค์กรบรรลุสำเร็จด้วย
- เป็นการควบคุมการนำเข้าสินค้าได้ตรงตามกำหนดที่ต้องการ ทำให้ลดต้นทุนลงอย่างเห็นได้ชัด สามารถต่อรองลดราคาวัตถุดิบลง เนื่องจากไปรับวัตถุดิบเอง และสนับสนุนระบบ JIT ได้ดียิ่งขึ้น คุ้มค่าเนื่องจากในการไปรับวัตถุดิบแต่ละครั้งได้หลากหลาย เกิดการประหยัดเนื่องจากขนาด (Economy of Scale ) สามารถรับวัตถุดิบได้วันละหลายรอบ


ที่มาของระบบการขนส่งแบบ Milk Run
ระบบการขนส่งแบบ Milk Run เริ่มต้นมาจากฟาร์มนมจะมีรถรับ – ส่งนม ที่วิ่งส่งนมในตอนเช้า ไปจอดรออยู่ที่หน้าบ้านในแต่ละหลัง ที่มีการนำขวดนมเปล่ามาวางไว้หน้าบ้านตามจำนวนที่ต้องการ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าบ้านหลังนี้ต้องการรับนมจำนวนกี่ขวด จากนั้นรถรับส่งจะทำการเก็บขวดนมเปล่ากลับไป และส่งขวดนมใหม่ให้กับลูกค้าซึ่งจะเป็นอย่างนี้ในตอนเช้าของทุก ๆ วัน


Milk Run เป็นรูปแบบการจัดการงานจัดส่งที่บริหารโดยทางบริษัทผู้ผลิต ทำการสั่งซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้ทำการประกอบ ซึ่งความสามารถในการบรรทุก ในการออกแบบ Supply Part ของ Milk Run Delivery System จะต้องยึดหลักทางด้านการเคลื่อนย้ายหรือจัดส่ง (Logistics) โดยมีหัวข้อหลักดังนี้

- Cyclic Rotation รูปแบบการจัดส่งจะต้องเป็นลักษณะวงรอบ สามารถหมุนเวียนได้
- ShortLead-Time ในการ SupplyPart จะต้องสั้นมาก แม่นยำกับการผลิตที่แท้จริง
- High Loading Efficiency มีขีดความสามารถสูงในรถบรรทุก
- Flexible to Change สามารถยืดหยุ่นในรูปแบบการจัดส่งได้

การดำเนินงานของระบบ Milk Run ในช่วงแรกเป็นการสำรวจและเก็บรวบรวมด้านข้อมูลพื้นฐานของ Supplier ทั้งในเรื่องของข้อมูลการผลิต ข้อมูลการจัดส่ง ข้อมูลเส้นทาง Supply Part สู่บริษัทผู้ผลิต แล้วทำการกำหนด ตารางเวลาการเดินรถ(Schedule) ว่าจะต้องออกบริษัทผู้ผลิตแล้วจะต้องไปรับชิ้นส่วนที่ Supplier ที่ใด เวลาเท่าไหร่ ซึ่งการกำหนด ตารางเวลาการเดินรถจะมีการใช้ระบบ e-Kamban ที่เชื่อมโยงระหว่างบริษัทผู้ผลิตและ Supplier เข้าด้วยกันกับระบบเครือข่าย ทำให้ Supplier สามารถที่จะรับใบสั่งซื้อล่วงหน้าจากผู้ผลิตได้ ส่วนระยะเวลาในการส่งสินค้าตามใบสั่งซื้อล่วงหน้านั้นจะขึ้นอยู่กับ Lead Time และความสามารถในการผลิตของ Supplier แต่ละราย ในส่วนของการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนโดยปกติจะใช้เวลาครั้งละประมาณ 20-40 นาที นอกจากนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ การหมุนเวียนนำกลับของ package, pallets เปล่าด้วย


การนำแนวความคิด Milk Run ไปปฏิบัติ   
จะประสบความสำเร็จนั้น มีองค์ประกอบหลัก ๆ อยู่ 3 ประการ คือ
1. การจัดเตรียมบุคลากร บุคลากรที่ใช้เพื่อการจัดส่งแบบ Milk Run สามารถแบ่งได้สองส่วน คือ ส่วนวางแผนและส่วนปฏิบัติการ โดยทั้งสองกลุ่มจะมีรูปแบบของงานที่ต่างกัน แต่ต้องมีการติดต่อสื่อสารถึงกันอยู่เสมอ
2.การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ก่อนที่จะมีการนำแนวความคิดนี้มาใช้ ผู้จัดส่งแต่ละรายใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีลักษณะและขนาดต่าง ๆ กันออกไป ความแตกต่างของบรรจุภัณฑ์เหล่านี้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อระบบการขนส่งแบบ Milk Run ซึ่งถ้าไม่มีระเบียบปฏิบัติในการดำเนินงานมาตรฐานของการบรรจุภัณฑ์ของกลุ่มผู้จัดส่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการขนส่งไม่เป็นไปตามที่กำหนด
3.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ ในการขนส่งแบบ Milk Run ได้มีการนำเทคโนโลยีและระบบต่าง ๆ เข้ามาใช้ในการสั่งซื้อสินค้าไปยังผู้จัดส่งทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น ระบบต่าง ๆ เหล่านี้มีการเชื่อมต่อและเกี่ยวข้องกัน เช่น ระบบ EDI (Electronic Data Interchange) หรือระบบ Intranet เพื่อเป็นการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างบริษัทผู้ผลิต และ Supplier ในแต่ละราย

ผลประโยชน์ที่ได้รับ
1. ในแง่ของระบบการผลิต
- เป็นการลด Inventory Stock ของบริษัทผู้ผลิต และ Supplier
- ทำให้ต้นทุนทางด้านการจัดส่งลดลงซึ่งเป็นผลดีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
-การเข้าส่งของชิ้นส่วนจึงเป็นลักษณะที่มีความสม่ำเสมอ การเข้าของเวลา สามารถกำหนดได้ ทำให้จุดรับสินค้าสามารถแบ่งปริมาณงานได้อย่างเหมาะสม โดยรวม


      ชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศไทยแนวโน้มของการใช้ระบบการขนส่งแบบ Milk Run สำหรับโรงงานประกอบรถยนต์รายใหญ่ที่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย มีแนวโน้มการใช้ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสัดส่วนของการใช้ Milk Run Supplier ในระบบของบริษัท Toyota Motor ประเทศไทย อยู่ที่ 65% (อ้างอิงข้อมูลจาก : Logistic Case study in Thailand, 2549) และมีความมุ่งหวังที่จะให้ Supplier ทุกรายเป็นระบบ Milk Run ฉะนั้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการพัฒนาระบบการผลิต เทคโนโลยีการผลิต และการจัดการของตนเอง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับบริษัทของตนเองได้ทำการแข่งขันในตลาดให้มากขึ้น โดยการตอบสนองให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งตัวอย่างของเทคนิคในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System : TPS) ซึ่งเป็นระบบการผลิตสินค้าที่ต้องการ ตามจำนวนที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ หรือ การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity Improvement) เป็นต้น
       
ที่มา : www2.technicchan.ac.th/~logistic/News_Botfarm_4.htm


       สุดท้ายของฝากกรณีศึกษาให้ท่านลองคิดกันเล่นๆนะค่ะ บริษัท Green Spot ประเทศไทย ทำธุรกิจอาหาร เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์และเป็น เจ้าของตลาดน้ำนมถั่วเหลืองในอาเซียน ในปี พศ 2545 ได้ยอมรับว่าเป็นองค์กรที่ดี มีระบบการจัดการที่เป็นมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน ISO 9000 : 2000, ISO 14000 มีใบรับรองการส่งออกอาหารไปยุโรป ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก) และกำลังขอรับรองระบบมาตรฐาน ห้องปฏิบัติการ มอก 17025 ฉะนั้นมีความมั่นใจได้ว่านมไวตามิลท์ วีซอย มีคุณภาพและ มาตรฐานที่ดี และได้รับรางวัลโรงงานประหยัดพลังงานดีเด่นจากสำนักงานนายกรัฐมนตรี เป็นโรงงานประกอบการด้านความปลอดภัยดีเด่น สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในแผนกจัดส่ง คือ รถที่ใช้ในการจัดส่ง เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่แบบกระบะไม้ที่ได้ใช้งานมานาน เมื่อจัดของเต็มคันแล้ว พนักงานจะต้องปีนขึ้นไปเพื่อคลุมผ้าใบ ซึ่งพนักงานต้องเหยียบลงบนสินค้า ทำให้สภาพของสินค้าไม่ดี จำนวนรถในการจัดส่งไม่พอเพียงมีต้นทุนค่าขนส่งที่สูง เกิดความล่าช้าในการขนส่ง เพราะมีจำนวนลูกค้ากระจายอยู่ทั้งประเทศ ในส่วนของภาชนะบรรจุ มีทั้งที่เรียกว่า “One Way” คือขายสินค้าพร้อมทั้งภาชนะบรรจุ โดยที่ไม่ต้องคืนกลับมา และสินค้าที่เป็นแบบส่งคืนขวดเปล่า หรือที่เรียกว่า “Returnable” ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนที่เป็น Returnable จะมีปัญหาการไปจัดส่งที่ DC หรือ Cross Dock คือ การรับสินค้านั้นสามารถทำได้ แต่การส่งคืนภาชนะหรือขวดเปล่ากลับมา ทาง DC หรือ Cross Dock ไม่ยินยอมทำให้ในฐานะที่ท่านเป็นนักการจัดการโลจิสติกส์ที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำการแก้ไขปัญหานี้

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ความแก่นี้ดี ทำให้ไม่มีแรงด่าใคร ตีใคร


        เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วได้หยิบหนังสือ คู่มือมนุษย์ ไปอ่านแทบจะหยิบไปทุกที่เพราะเป็นหนังสือที่อยากอ่านมานานแล้ว ซึ่งเป็นหนังสือที่ต้องใช้สมาธิในการอ่านอย่างมาก อ่านแล้วไม่เข้าใจต้องกลับไปอ่านตั้งแต่เริ่มใหม่ ที่สำคัญอ่านแล้วทำไม่ได้นี่ซิฉันว่ามันยากกว่า เช่นประโยคในหนังสือ "เราจะพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงด้วยลำพังเพียงการกระทำความดีอย่างเดียวเท่านั้นยังไม่พอ"  ท่านบอกว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา อย่ายึดติดผูกพันในสิ่งนั้นซึ่งต้องอาศัย ศีล สมาธิ และปัญญา เมื่ออ่านไปพิจารณาตัวเองไปซึ่งคิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรค Spiritual Disease ยากที่จะรักษาให้หายขาด (ถ้าผู้อ่านอยากรู้ก็ลองไปค้นดูนะค่ะ เผื่อคนก็เป็นโรคเดียวกัน)
      อีกใจความหนึ่งในเล่มนี้กล่าวว่า "การที่คนเราปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีอุดมคติสูงอย่างสุดความสามารถนั้น นับว่าเป็นการประพฤติธรรมอย่างเต็มที่อย่างหนึ่งอยู่ในตัว" ก็ถือว่าเป็นการดีนะค่ะทำงานที่ตนเองรักและถือเป็นการปฏิบัติธรรมได้ด้วย และประโยคเด็ดที่หยิบขึ้นมาแซวแม่ตัวเองบ่อยๆคือ "ความแก่นี้ดี ทำให้ไม่มีแรงด่าใคร  ตีใคร" แม่ก็จะสวนกลับด้วยประโยคอันคุ้นหูว่า "ไม่รักจะไม่บ่น ไม่ว่า สักคำหรอก...ลูกค้ำลูกคูณ" ฮาฮา

ตอนพิเศษ


       ตอนพิเศษ สำหรับคนพิเศษ ในชีวิตได้ชึ้นชื่อว่าเป็นลูกคนเดียวมาเกือบสิบปี หลายคนอาจจะมองว่าพ่อแม่ตามใจ ก็มีบ้างนิดหนึ่งแต่ที่บ้านจะออกแนวหวงและห่วงเวอร์ ตอนสมัยเด็กกว่าถีบจักรยานเป็นเนี่ยก็ใช้เวลานานกว่าเด็กปกติ เพราะพ่อแม่กลัวลูกเจ็บ 
        แต่พอถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าจะเรียนที่บ้านหรือในเมืองดี ฉันเลือกที่จะลองใช้ชีวิตในแบบของฉันดูบ้างเพื่อต้องการแสดงให้ท่านเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้นะไม่ต้องห่วงลูกคนนี้นักหรอกค่ะ แต่สุดท้ายฉันทนไม่ได้หนีออกจากบ้าน(ลุง)เพื่อที่จะกลับบ้าน(หาพ่อกับแม่) ญาติๆตามหากันให้วุ่นท่ามกลางสายฝน พอพี่ชายมาเจอก็จะพากลับบ้าน แต่เราก็ดื้อไม่กลับ พี่ชายก็เลยหลอกล่อพาไปบ้านเพื่อน(สาว) ซะงั้น ผ่านไปเกือบ 4 ชั่วโมงที่หายตัวไป ลุงตัดสินใจโทรศัพท์บอกที่บ้าน พ่อและแม่ต้องขับรถจากบ้านเกือบร้อยกิโลเมตรเพื่อมาหาเรา มาถึงบ้านลุงเกือบเที่ยงคืนกว่า เป็นวันที่ฉันทำให้แม่ฉันต้องร้องไห้...ทุกครั้งที่คิดเรื่องนี้เหมือนอะไรมาจุกอกทุกที
         ทุกวันนี้ท่านทั้งสองยังบ่นเป็นอาจิณเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ที่จำได้ขึ้นใจพ่อบอกว่า "ให้ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด รักษาคำพูด อย่าทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน" ส่วนแม่ชอบขึ้นต้นด้วยคำว่า "ถ้าไม่รักจะไม่บ่นเลยซักคำ.....(และตามมาด้วยคำสอนอีกมากมาย)" เดือนนี้ได้จัดทริปพิเศษสำหรับครอบครัว ดีใจที่ตัวเองได้ทำในสิ่งที่เคยตั้งใจไว้อาจจะติดอุปสรรคนิดหน่อยแต่ก็ผ่านพ้นไปได้  
และขอขอบคุณสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลเดินทางในทริปนี้นะค่ะ

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

ธรรมดาที่แสนพิเศษ


        วันนี้รู้สึกหิวข้าวจัง ยังไม่ได้ทานข้าวเย็น เลยนึกถึงแต่เมนูอาหารทั้งนั้น ฉันเป็นคนชอบกินมาก ขนาดทีวีที่ชอบดูยังเป็นรายการอาหารเลย วันนี้ดูทีวีรายการอาหารเค้าทำเมนูพะโล้หมู จริงๆ เหมือนจะง่ายนะ แต่รายการเค้าเอาวิธีการทำแบบฝรั่งเข้ามาเพิ่มขั้นตอนให้มากขึ้น นั่งดูจนหายหิวเลย ฉันเป็นคนหนึ่งต้องทำอาหารเองบ้าง ฉันว่าการเลือกวัตถุดิบที่ใช้ประกอบ ปรุงอาหาร การเลือกใช้เทคนิค หรือแม้กระทั่งการใช้เวลาที่ต้องรอ ล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์ของการทำอาหารทั้งนั้น และที่พิเศษคือการได้ทำอาหารให้คนพิเศษทานเป็นความสุขของฉันอย่างหนึ่ง 
           เมนูโปรดของฉันคือ ข้าวซี่โครงหมูทอด มันเป็นเมนูที่แสนธรรมดา แต่พิเศษสำหรับฉัน เพราะมีคร้ังหนึ่งขับรถกลับบ้านอยากโทรศัพท์บอกแม่ว่าอยากกินซี่โครงหมูทอดแต่ไม่ได้โทรศัพท์ไปบอกเพราะเกรงใจ แต่พอกลับมาที่บ้านเจอเมนูนี้ดีใจมาก กินซะเรียบเลย เหอะๆ แม่เค้าจะรู้ว่าลูกชอบทานอะไรกลับบ้านทุกครั้งได้ทานแต่ของอร่อยๆ แม้เมนูไหนที่แม่เค้าทำไม่เป็นยังเสาะแสวงหาวิธีทำจนได้
         สัปดาห์หน้ามีโอกาสได้กลับบ้านฉันจะซื้อของไปทำกับข้าวให้ทั้งที่บ้านทานกัน เพราะนั่นคือเป็นการแสดงออกถึงความรักความห่วงไยจากผู้หญิงแข็งๆอย่างฉัน ^_^ และท้ายสุดขอขอบคุณซี่โครงหมูเมนูธรรมดาที่แสนพิเศษนะค่ะ